การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อและไม่ติดต่อ
การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ
1. การป้องกันโรคติดต่อในระดับบุคคล (Prevention)
วิธีที่ทำได้ง่ายและเห็นผลชัดเจนที่สุดคือการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
- ล้างมือบ่อยๆ: ล้างมือด้วยสบู่และน้ำอย่างถูกต้อง หรือใช้แอลกอฮอล์เจล ก่อนทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ หรือสัมผัสสิ่งของที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อ
- สวมหน้ากากอนามัย: สวมหน้ากากอนามัยในสถานที่แออัด หรือเมื่อต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อผ่านการไอหรือจาม
- รักษาระยะห่าง: หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรืออยู่ในสถานที่ที่มีความแออัด
- ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน: เช่น แก้วน้ำ, หลอดดูด, ช้อนอาหาร, ผ้าเช็ดหน้า หรือผ้าเช็ดมือ
- ฉีดวัคซีน: การฉีดวัคซีนป้องกันโรค (เช่น ไข้หวัดใหญ่, โรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดวิธีหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว
-
- การเฝ้าระวังโรค: การรายงานโรคติดต่อที่สำคัญ (ตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ 2558) ให้หน่วยงานสาธารณสุขทราบทันทีที่สงสัยว่ามีการระบาด
- การสอบสวนโรค (SRRT): ทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็วจะลงพื้นที่เพื่อหาต้นตอการระบาด ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง (Closed Contact) จะต้องถูกกักกันหรือคุมไว้สังเกตอาการ
- การทำลายเชื้อ: การทำความสะอาดสถานที่ สาธารณูปโภค หรือสิ่งของที่ปนเปื้อน
- การจัดการสิ่งแวดล้อม: กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค (เช่น แหล่งลูกน้ำยุงลาย, ขยะอาหาร)
- การสื่อสารความเสี่ยง: การให้ความรู้และแจ้งข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชนเพื่อลดความตื่นตระหนกและเพิ่มความร่วมมือ ดูแลสุขภาพร่างกาย: ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้ภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรง
2. การควบคุมโรคติดต่อในระดับชุมชน (Control)
เมื่อมีการระบาดเกิดขึ้น จะต้องมีมาตรการจัดการเพื่อจำกัดวงการแพร่ระบาด
3. มาตรการตามกฎหมาย (พ.ร.บ. โรคติดต่อ 2558)- ประกาศเขตติดโรค: หากมีการระบาดรุนแรง รัฐมนตรีฯ อาจประกาศเขตติดโรค เพื่อกำหนดมาตรการพิเศษ เช่น การกักกัน หรือห้ามเข้า-ออกบางพื้นที่
- โทษของการฝ่าฝืน: การไม่รายงานโรค หรือไม่ให้ความร่วมมือในการกักกันผู้สัมผัสโรค มีความผิดทั้งจำและปรับ
องค์การบริหารส่วนตำบลวังเหนือ